สาวช็อก ร้านคาราโอเกะเช็กบิลสุดโหด ไม่ถึงสามชั่วโมง โดนขู่จ่าย 3 หมื่น

สาวช็อก ร้านคาราโอเกะเช็กบิลสุดโหด ไม่ถึงสามชั่วโมง โดนขู่จ่าย 3 หมื่น

สาวช็อ

เหมือนโดนปล้น สาวช็อก เจอ “ร้านคาราโอเกะ” เช็กบิลสุดโหด ไม่ถึงสามชั่วโมง โดนไปจุกๆ 31,000 บาท แถมถูกขู่ ไม่จ่ายห้ามกลับ นำหลักฐานเข้าแจ้งความ ช็อกต่อ ร้านปิดกิจการไปแล้ว  วันที่ 4 พ.ย. 2566 น.ส.ธัญกร (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี นำหลักฐานเป็นสลิปโอนเงินเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ บอกว่าถูกร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งใกล้กับลานอเนกประสงค์ข่วงประตูท่าแพ ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่ เรียกเก็บเงินถึง 31,000 บาท ทั้งที่ตัวเองได้จ่ายค่าเครื่องดื่ม และค่าห้องไปทั้งหมดแล้ว แถมพนักงานยังมีพฤติกรรมข่มขู่ หากไม่จ่ายเงินจะไม่ให้ออกร้าน จนต้องยอมจ่ายด้วยความกลัว แลกกับการได้กลับบ้าน

น.ส.ธัญกร เล่าว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเที่ยวร้านคาราโอเกะมาก่อน แต่ช่วงนี้มีลูกพี่ลูกน้องที่เป็นคนไทย (เป็นผู้ชาย) เดินทางมาจากต่างประเทศ และบอกว่าอยากร้องคาราโอเกะ จึงสอบถามเพื่อนๆ ที่พอจะรู้จัก และเพื่อนแนะนำร้านนี้ จากนั้นได้เข้าไปที่ร้านกันสองคนในเวลา 23.43 น. วันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา

เมื่อไปถึงตอนแรกทางร้านแจ้งเงื่อนไขการใช้บริการว่าจะต้องเรียกเด็กมานั่งดริงก์ 2 คน เธอก็ได้เรียกมา และเพิ่มอีกคนเป็นสามคน ค่าดริงก์ชั่วโมงละ 500 บาทต่อคน พร้อมกับสั่งเบียร์ขวดเล็ก 8 ขวด มาดื่มเอง และให้เด็กนั่งดริงก์ดื่มด้วย ทางร้านแจ้งว่าเบียร์ขวดละ 190 บาท จากนั้นร้องเพลงไม่นานก็มีเด็กมาเพิ่มอีก 3 คน พนักงานบอกว่าเป็นม่าม่าซังไม่ต้องจ่ายดริงก์ แต่ขอจ่ายแค่ค่าน้ำส้มให้คนละแก้วก็พอ หลังจากนั้นนั่งไปประมาณ 20 นาทีจึงเรียกเก็บเงินชุดแรก โอนจ่ายไป 5,125 บาท

สาวช็อ

หลังจากนั้นพนักงานบอกว่าเบียร์หมดแล้ว เธอจึงสั่งไปอีก 12 ขวด มาให้เด็กนั่งดริงก์ดื่มเพราะเกรงใจ ไม่ถึงชั่วโมงก็หมดอีก และเธอได้เรียกเก็บเงินชุดที่สองนี้ และโอนจ่ายเป็นเงิน 2,655 บาท หลังจากเคลียร์บิลชุดที่สองไปแล้ว พนักงานมาก็บอกว่าเบียร์หมดอีก และขอให้สั่งอีกหนึ่งโปร 12 ขวด เธอก็ยอมสั่งเป็นชุดที่สาม พร้อมกับโอนจ่ายไปอีก 2,655 บาท โดยชุดที่สามนี้จ่ายไปในเวลา 01.14 น. รวม 3 ครั้ง จ่ายไป 10,435 บาท

ต่อมาประมาณตีสอง เธอ และญาติจะกลับบ้าน แต่จู่ๆ พนักงานกลับมาบอกว่ายังมีอีกบิลหนึ่งที่ต้องจ่ายเป็นเงิน 31,000 บาท เธอจึงถามไปว่าค่าอะไร เพราะที่สั่งมาก็ได้จ่ายไปทั้งหมดแล้ว และเพิ่งจ่ายไปไม่ถึงชั่วโมง พนักงานอ้างว่ายังไม่ได้จ่ายค่าเด็กนั่งดริงก์พร้อมกับเอาบิลที่ไม่ได้ระบุรายการอะไรมาให้ดู มีแต่จำนวนเงิน ไม่มีรายการอะไรให้อ่าน เมื่อถามไปพนักงานก็ตอบอะไรไม่ได้ เธอก็ยืนยันว่าจ่ายไปทั้งหมดแล้ว และนำหลักฐานสลิปโอนเงินให้ดู พนักงานก็ไม่ยอม ก่อนจะมีหญิงร่างท้วมคนหนึ่งเข้ามาอ้างตัวว่าเป็นเจ้าของร้าน บังคับให้จ่ายเงิน บอกว่าถ้าจ่ายอีก 31,000 บาท จะไสหัวไปที่ไหนก็ไป พร้อมทั้งเอาการ์ดมานั่งประกบไม่ให้ออกจากร้าน ท่าทีข่มขู่

ทั้งนี้ญาติที่มาด้วยกลัวจะไม่ได้กลับบ้าน และไม่อยากมีเรื่อง จึงให้เธอโอนจ่ายไปก่อน เธอจึงโอนให้ 18,000 บาท บอกว่ามีแค่นี้ แต่ทางร้านก็ยังไม่พอใจ ขู่บังคับอีก เธอจึงโอนให้ไปอีก 7,000 บาท รวมต้องจ่ายบิลเปล่าไป 25,000 บาท ก่อนที่ร้านจะยอมปล่อยตัวกลับบ้าน เพราะเธอบอกไปว่ามีเงินแค่นี้

น.ส.ธัญกร เล่าต่อว่า รู้สึกแย่กับประสบการณ์เลวร้ายกับครั้งแรกที่ได้ไปร้านคาราโอเกะ เงินที่เธอต้องจ่ายไปกับบิลเปล่า 25,000 บาท เรียกได้ว่าเหมือนโดนปล้น ไม่เป็นธรรมกับลูกค้า จึงนำหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อให้ทางร้านคืนเงินให้ และแชร์ประสบการณ์กับสื่อมวลชน เพื่อเตือนภัยไม่ให้คนอื่นตกเป็นเหยื่อเหมือนกับเธอ

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทีมข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบร้านคาราโอเกะดังกล่าว พบว่าปิดกิจการ พร้อมกับปลดป้ายร้านออกไปทั้งหมดแล้ว ทิ้งไว้เพียงเก้าอี้ไม้สองสามตัวหน้าร้าน และปรากฏว่าหลังจากเข้าแจ้งความ ทางร้านได้ติดต่อมาหา น.ส.ธัญกร พร้อมกับขอโอนเงินคืนให้แลกกับจบเรื่อง แต่คืนให้เพียง 16,000 บาทเท่านั้น บอกว่าจะคืนให้แค่นี้ อ้างว่าที่เหลือเป็นค่ามาม่าซัง โดยเธอยืนยันว่าทางร้านจะต้องคืนเงินให้ทั้งหมดจนครบ 25,000 บาทที่เธอจ่ายไป