รวบคู่รักแสบ หลอกเช่ารถ ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน ฝ่ายหญิงมีหมายจับ 9 คดี

รวบคู่รักแสบ หลอกเช่ารถ ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน ฝ่ายหญิงมีหมายจับ 9 คดี

รวบคู่รักแสบ

รวบคู่รักแสบ ตำรวจสอบสวนกลาง รวบคู่รักใช้เอกสารปลอมตระเวนหลอกเช่ารถ ส่งขายเมียนมา ค้นประวัติพบฝ่ายหญิงมีหมายจับติดตัว 9 คดี เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 66 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกันจับกุม 2 ผู้ต้องหา คือ 1.น.ส.ตวงพร อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดลำพูน ที่ จ.373/2566 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ยักยอกทรัพย์และประกอบธุรกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับในทางการค้าปกติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงิน โดยมีลักษณะเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้” และ 2.นายพงษกร อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดลำพูน ที่ 671/2566 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ไม่ยอมออกจากที่พิพาท” พร้อมตรวจยึดของกลาง รถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น HR-V สีขาว ทะเบียนลำพูน 1 คัน โดยจับกุมตัวได้ที่บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 1 กม.518 ต.แม่ท้อ อ.เมือง จ.ตาก

พฤติการณ์ รวบคู่รักแสบ สืบเนื่องจากผู้ต้องหาทั้ง 2 เป็นคู่รักกัน และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกัน โดยมีแผนประทุษกรรมเกี่ยวกับทรัพย์จำนวนหลายคดี โดย น.ส.ตวงพร เป็นผู้ทำการติดต่อกับกลุ่มรถเช่าต่างๆ โดยใช้บัตรประชาชนและใบอนุญาตขับขี่รถปลอมในการไปเช่ารถ จากนั้นจะนำรถเช่าไปขายที่ประเทศเมียนมา ผ่านช่องทาง อ.แม่สอด จ.ตาก ส่วน นายพงษกร จะคอยช่วยเหลือและสนับสนุนในการลักทรัพย์ โดยมีหน้าที่ไปรับและส่ง น.ส.ตวงพร ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับกลุ่มรถเช่าเป็นอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาทั้ง 2 เคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีที่ สภ.เมืองน่าน ไปแล้วสองครั้ง ก่อนจะกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก ไม่เข็ดหลาบ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ทั้ง 2 ราย มีหมายจับติดตัวในคดีอื่นๆอีกจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเร่งติดตามตัวเรื่อยมา กระทั่งทราบว่าภายหลังก่อเหตุ ผู้ต้องหาทั้ง 2 จะใช้รถยนต์พาหนะขับหลบหนีไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ออกสืบสวนติดตามผู้ต้องหาเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากคดีนี้สร้างความเสียหายต่อเนื่อง และผู้ต้องหายังไม่หยุดยั้งการกระทำความผิด จนพบรถยนต์ของผู้ต้องหาทั้งสองราย ขับขี่มาที่บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 1 กม.518 ต.แม่ท้อ อ.เมือง จ.ตาก จึงเรียกให้รถยนต์คันดังกล่าวหยุดและแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย อยู่ภายในรถ จึงทำการจับกุมพร้อมตรวจยึดของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.นิคมอุตสาหกรรม จ.ลำพูน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รวบคู่รักแสบ

จากการตรวจสอบประวัติ น.ส.ตวงพร ผู้ต้องหารายที่ 1 ยังพบเพิ่มเติมอีก 9 หมายจับ ดังนี้ 1.หมายจับศาลจังหวัดลำพูน ที่ จ.373/2566 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ยักยอกทรัพย์และประกอบธรุกิจให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับในทางการค้าปกติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอำพรางการให้กู้ยืมเงิน โดยมีลักษณะเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้” 2.หมายจับศาลแขวงเชียงใหม่ ที่ 813/2566 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค” 3.หมายจับศาลจังหวัดลำพูน ที่ 642/2566 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน, ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารปลอม, ฉ้อโกง” 4.หมายจับศาลจังหวัดลำพูน ที่ 750/2566 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งต้องหาว่า กระทำผิดฐาน “ปลอมบัตรประจำตัวประชาชน, ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารปลอม, ฉ้อโกง” 5.หมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 455/2566 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.บัตรประชาชน, ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร, ความผิดฐานลักทรัพย์ 6.หมายจับศาลจังหวัดลำพูน ที่ 323/2566 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ยักยอกทรัพย์” 7.หมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.573/2566 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งต้องหาว่า กระทำผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมในประการที่ก่อให้เกิดความเสียหาย” 8.หมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 625/2566 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งต้องหาว่า กระทำผิดฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และ 9.หมายจับศาลอาญา ที่ 1781/2566 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป” เบื้องต้นจาการสอบผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา